IFRS S1 และ S2 ที่ออกโดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (ISSB) เปลี่ยนกรอบคิดของการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในสามเรื่องที่มีผลต่อการทำงานจริงมาก
เชื่อมโยงกับงบการเงิน
ข้อมูลความยั่งยืนต้องสอดคล้องกับงบการเงินในเรื่องขอบเขตกิจการที่รวมอยู่ในรายงาน รอบระยะเวลา และสมมติฐานที่ใช้ หากรายงานความยั่งยืนครอบคลุมบริษัทย่อยไม่เท่ากับงบการเงินรวม ต้องอธิบายให้ชัด ในทางปฏิบัติข้อนี้บังคับให้ทีมความยั่งยืนกับทีมบัญชีต้องทำงานร่วมกันจริง
เผยแพร่พร้อมรายงานทางการเงิน
หลักการคือข้อมูลความยั่งยืนควรเผยแพร่ในเวลาเดียวกับรายงานทางการเงิน สำหรับหลายองค์กรนี่คือข้อกำหนดที่ท้าทายที่สุด เพราะปัจจุบันข้อมูล Scope 3 มักใช้เวลารวบรวมนานกว่ารอบปิดบัญชีมาก การเตรียมตัวจึงหมายถึงการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลใหม่ ไม่ใช่แค่เพิ่มหัวข้อในรายงาน
ความเสี่ยงและโอกาส ไม่ใช่แค่ผลกระทบ
IFRS S2 เน้นการเปิดเผยว่าความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศกระทบต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และต้นทุนเงินทุนขององค์กรอย่างไร รวมถึงการวิเคราะห์ความทนทานภายใต้สถานการณ์จำลองต่าง ๆ นี่เป็นมุมที่ต่างจากรายงานความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นผลกระทบขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
สถานะในประเทศไทย
ทิศทางของหน่วยงานกำกับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โน้มไปทางการรับมาตรฐาน ISSB เป็นฐาน โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่านและการผ่อนปรนสำหรับกิจการขนาดกลาง องค์กรไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรติดตามประกาศของหน่วยงานกำกับอย่างใกล้ชิด และไม่ควรรอให้ข้อกำหนดบังคับใช้ก่อนจึงเริ่มเตรียม
สามอย่างที่เริ่มทำได้ตอนนี้
- ตรวจสอบว่าขอบเขตกิจการในรายงานความยั่งยืนตรงกับงบการเงินรวมหรือไม่ และบันทึกส่วนต่าง
- วัดว่าปัจจุบันใช้เวลากี่สัปดาห์หลังปิดบัญชีกว่าข้อมูล GHG จะพร้อม แล้วตั้งเป้าลดลง
- ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองเบื้องต้นหนึ่งรอบ แม้จะยังหยาบ เพื่อให้คณะกรรมการเห็นภาพความเสี่ยง
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางวิชาชีพสำหรับกรณีเฉพาะ หากต้องการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ขององค์กรท่าน โปรดติดต่อทีมงาน